Advertisement

“ฉั่วฮะเส็ง” เปิดเกมรุก 2026 ขนทัพนวัตกรรมอาหารโชว์ศักยภาพ เบอร์ 1 น้ำพริกเผาไทย ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026

 “ฉั่วฮะเส็ง” กางโรดแมป 2026 ทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ ยกเครื่องดิจิทัล-ซัพพลายเชน รุกตลาดเครื่องปรุงรสโลกเต็มพิกัด  ตอกย้ำเบอร์ 1 น้ำพริกเผาไทย ขนทัพสินค้าโชว์ศักยภาพในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 มัดใจผู้บริโภคยุคใหม่ใน 55 ประเทศทั่วโลก

 “ฉั่วฮะเส็ง” แบรนด์น้ำพริกเผาในตำนานที่อยู่คู่ครัวไทยมากว่า 75 ปี ประกาศความสำเร็จในการครองแชมป์ยอดขายอันดับ 1 ประเทศไทย* ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน กางโรดแมปยุทธศาสตร์ปี 2026 ยกระดับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญเพื่อเปลี่ยนผ่านภาพลักษณ์จาก “น้ำพริกเผาในครัวไทย” สู่ “เครื่องปรุงรสไทยในครัวโลก” อย่างเต็มตัว โดยใช้เวที THAIFEX – Anuga Asia 2026 เป็นหมุดหมายสำคัญในการโชว์กลุ่มผลิตภัณฑ์ครบวงจร ผลักดันเอกลักษณ์รสชาติไทยต้นตำรับให้เติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

หัวใจหลักของการขับเคลื่อนธุรกิจในปีนี้ ฉั่วฮะเส็งให้ความสำคัญในการปรับปรุงโครงสร้างองค์กร เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งและพร้อมแข่งขันในเวทีการค้าระดับโลก นายคณัฎพงษ์ วัฒนเสรีวงกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ฉั่วฮะเส็ง ฟู้ดโปรดักส์ จำกัด กล่าวว่า “ปีที่ผ่านมา แบรนด์ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยการรักษาตำแหน่งแบรนด์น้ำพริกเผายอดขายอันดับ 1 ของประเทศไทย* ต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน และเติบโตในตลาดต่างประเทศกว่า 55 ประเทศทั่วโลก เพื่อให้ทุกส่วนขององค์กรสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ ในปี 2026 บริษัทฯ มุ่งยกระดับองค์กรแบบ 360 องศา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทั้งระบบการทำงาน บุคลากร และมาตรฐานการผลิต

การเปลี่ยนแปลงนี้ครอบคลุมการลงทุนในระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) และนำเทคโนโลยีบริหารจัดการข้อมูลมาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการผลิตและซัพพลายเชนทั้งระบบ มุ่งเน้นความคล่องตัว เพื่อรองรับดีมานด์จากตลาดส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”


นอกจากนี้ ฉั่วฮะเส็ง ได้ปรับโครงสร้างกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเจาะเซกเมนต์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น ประกอบด้วยแบรนด์ ‘ฉั่วฮะเส็ง’ แบรนด์น้ำพริกเผาและเครื่องปรุงรส ที่เน้นกลุ่มครัวเรือนและร้านอาหารทั่วไป ‘เทศไทย’ ผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสระดับพรีเมียม เน้นความสะดวก พร้อมใช้งาน และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การทำอาหารยุคใหม่ และ ‘ตะหลิวทอง’ ซอสและน้ำจิ้มคุณภาพที่เน้นความคุ้มค่าเพื่อช่วยบริหารต้นทุนสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการ โดยตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันระดับนานาติ ผ่านการรับรองมาตรฐานสูงสุด อาทิ BRCGS, HACCP, GHPs และ ISO 9001 เพื่อปักหมุดขยายส่วนแบ่งตลาดโลกอย่างเต็มตัว

ในมิติของผลิตภัณฑ์ ฉั่วฮะเส็งรุกนวัตกรรมอาหารที่เน้นความสะดวกและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ โดยในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 นี้ แบรนด์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ “Chili Crisp” ซึ่งเป็นการนำอินไซต์ความชอบรสชาติจัดจ้านและเนื้อสัมผัสที่กรุบกรอบแบบไทยตามเทรนตลาดโลก มาพัฒนาเป็นเครื่องปรุงรสอเนกประสงค์ ที่สามารถนำไปใช้คลุกเคล้าได้ทั้งอาหารเอเชีย เวสเทิร์น ฟิวชั่น และเมนูสากลร่วมสมัย ตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ที่ไม่เคยหยุดนิ่งในการสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหาร

นอกจากนี้ ได้เดินหน้ากลยุทธ์สร้างประสบการณ์ร่วมผ่านแคมเปญมหาชน “ฉั่วฮะเส็ง รสชาติที่มหาชนเลือกใช้” โดยเป็นครั้งแรกที่มีการทำ Collaboration ครั้งใหญ่ร่วมกับพันธมิตรร้านอาหารนำร่องกว่า 30 ร้าน ในโซนกรุงเทพและปริมณฑล เพื่อสร้าง Touchpoints ให้ผู้บริโภคได้ “รู้จัก ชิม และสัมผัส” สื่อสารทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อตอกย้ำว่าฉั่วฮะเส็งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องปรุงรสในครัวบ้าน แต่คือ “เคล็ดลับความอร่อย” ที่มืออาชีพและร้านอาหารทั่วประเทศไว้วางใจ เลือกใช้จริงในชีวิตประจำวัน จนกลายเป็นรสชาติที่มหาชนคุ้นเคย

“การก้าวสู่ปี 2026 ของฉั่วฮะเส็ง คือบทพิสูจน์ความสำเร็จในการทรานส์ฟอร์มแบรนด์ที่เป็นต้นตำหรับความอร่อยกว่า 7 ทศวรรษ ไปสู่ความทันสมัยระดับสากลด้วยรากฐานองค์กรที่แข็งแรง ทั้งในเรื่องคน ระบบ และวัฒนธรรมการทำงานที่พร้อมปรับตัวอยู่เสมอ เพื่อให้ฉั่วฮะเส็งสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และก้าวสู่การเป็นแบรนด์เครื่องปรุงรสไทยที่แข่งขันได้ในระดับโลกอย่างแท้จริง”นายคณัฎพงษ์ กล่าวสรุป

*ที่มา : Euromonitor International Limited; ในด้านมูลค่าการขายปลีก (ล้านบาท) ที่ UBN สำหรับน้ำพริกเผาในทุกร้านค้าปลีก (ร้านค้าปลีกที่จำหน่ายสินค้าอุปโภลบริโภคเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลหรือในครัวเรือนเป็นหลัก เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ) และช่องทางบริการด้านอาหารสำหรับผู้บริโภค (เช่น โรงแรม ร้านอาหาร (บริการเต็มรูปแบบ บริการแบบจำกัด บริการตนเอง) ร้านกาแฟ ธุรกิจที่มีรูปแบบการขายส่งหรือการค้าขนาดใหญ่ที่เน้นการจัดหาสินค้าให้กับธุรกิจอื่นโดยตรง เช่น แม็คโคร และตลาดหลัก เช่น เยาวราชและตลาดไท) ในปีพ.ศ. 2567 จากการวิจัยในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ถึงมกราคม พ.ศ. 2569